การปลูกดอกสร้อยทอง

การปลูก สร้อยทองใช้ระยะปลูก 20 x 20 ซม. หรือ 30 x 30 ซม. ใช้ต้นกล้าประมาณ 8,000-10,000 ต้น/ไร่ ควรกลบดินแค่กาบใบล่างสุดของต้นกล้าไม่ควรกลบถึงยอด เพราะจะทำให้ต้นกล้าชะงักการเจริญเติบโตหรืออาจทำให้ต้นกล้าตายได้ หลังจากปลูกรดน้ำสม่ำเสมอเช้าและเย็นจนกว่าต้นกล้าตั้งตัวได้ดี

การให้ปุ๋ย เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 15-20 วัน หลังปลูกใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ครั้งต่อไปทุก ๆ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งเริ่มแทงช่อดอกหรือประมาณ 60 วันหลังปลูก ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ 

การให้น้ำ สร้อยทองจะให้ดอกประมาณ 40-60 วัน เมื่อหมดดอกชุดแรกจะตัดแต่งต้นโดยการถากหรือใช้เครื่องตัดหญ้าตัดเสมอผิวดิน แล้วสาดเลนกลบและดูแลรักษาเหมือนเริ่มปลูก ปีหนึ่งทำการตัดแต่ง 2 ครั้ง และจะรื้อปลูกใหม่เมื่อมีอายุ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดูแลรักษา

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การปลุกดอกพุทธรักษา

ดอกพุทธรักษา
ชื่อสามัญ                                Canna, Indian shootชื่อวิทยาศาสตร์                         Canna generalis

ตระกูล                                   CANNACEAE

ถิ่นกำเนิด                                หมู่เกาะฮาวาย

 
ลักษณะทั่วไปพุทธรักษาเป็นพรรณไม้ล้มลุก เนื้ออ่อนอวบน้ำ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า

เหง้ามีการเจริญเติบโตโดยแตกหน่อเป็นกอคล้ายกับกล้วยลักษณะหน่อที่เจริญเป็นต้นเหนือพื้นดินนั้นมีลักษณะกลมแบนสีเขียว

ขนาดลำต้นโตประมาณ 2-4 เซนติเมตรใบมีขนาดใหญ่สีเขียวโคนใบและปลายใบรีแหลมขอบใบเรียบกลางใบเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัดโคนใบมี

ก้านใบซึ้งยาวเป็นกาบใบหุ้มลำต้นซ้อนสลับกัน ขนาดใบกว้างประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร

ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก 8-10 ดอก และมีกลีบดอกบางนิ่ม

ขนาดของดอกและสีสรรแตกต่างกันไปตามชนิดพันธ

 
การเป็นมงคลคนโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพุทธรักษาไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มครอง ป้องกันอันตรายแก่บ้านและผู้อาศัยได้

เพราะพุทธรักษาเป็นพรรณไม้ที่คนโบราณเชื่อว่า มีพระเจ้าคุ้มครองรักษาให้มีความสงบสุข คือเป็นไม้มงคลนั่นเอง

 
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นพุทธรักษาไว้ทางทิศตะวันตก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ

เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ

 
การปลูกและการดูแลรักษาควรเตรียมแง่งของพุทธรักษาในช่วงต้นฤดูฝน แง่งบางครั้งจะถูกเรียกว่า เหง้าหรือหัวพันธ์ซึ่งทั้งสองคำไม่ถูกต้องตามเหลัก

พฤกษศาสตร์ ควรเลือก แง่งที่อวบ ผิวเต่งตึงไม่เหี่ยวย่น ซึ่งอาจเป็นไปได้เนื่องจากแง่งนั้นถูกขุดเพื่อขยายพันธ์ก่อนระยะที่พืชอยู่ในระยะฟักตัว

ผู้ที่จำหน่ายหัวแง่งอาจจะรีบร้อนหรือต้องการจำหน่ายก่อนแหล่งอื่นๆ แต่การปฏิบัติแบบนี้ทำให้แง่งของพุทธรักษาแห้งแสดงอาการขาดน้ำ

หรือที่เรียกว่า dehydrated ถึงแม้ว่าแง่งส่วนน้อยจะสามารถเจริญพันธ์ต่อไปได้แต่ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ส่วนใหญ่แล้วจะไม่รอด

โดยเฉพาะการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ หรือทางอินเตอร์เนท e-commerce ความเสี่ยงค่อนข้างสูงเพราะการขนส่งและระยะเวลาอาจ

ทำให้แง่งพันธ์เสียหายวิธีที่ช่วยถนอมหัวแง่งในช่วงการเดินทางหรือระยะการเตรียมแปลงปลูกค่อนข้างนานหลังที่แง่งพันธ์ได้รับแล้ว

ควรเก็บมันในอุณหภูมิที่ต่ำแต่ไม่เกินจุดเยือกเข็ง หาที่ปิดแง่งเพื่อลดการคลายน้ำในช่วงการเก็บ อุณหภูมิที่เหมาะเพื่อชะลอ การงอก

ไม่ควรสูงเกินกว่า ๑๐ องศาเซลเซียส ในทางกลับกันถ้าแง่งพันธ์เกิดอาการคลายน้ำในช่วงการเก็บอาจจะใช้ผ้าชุบน้ำคลุมภาชนะ

ที่เก็บหรือคลุมด้วยขลุยมะพร้าวเปียกชื้นก่อนจะนำแง่งพันธ์ลงปลูกในแปลงเพาะถึงแม้ว่าผู้ปลูกบางท่านอาจจะนำแง่งพันธ์

ที่อยู่ในระยะฟักตัวลงปลูกในแปลงดอกแต่ส่วนใหญ่แล้วจะนำมันเพาะใน

โรงเพาะชำก่อนซึ่งจะได้ผลดีกว่า

 
การดูแลแสง                        ชอบแสงรำไร หรือแสงแดดจัดกลางแจ้ง

น้ำ                         ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 3-5 วัน/ ครั้ง

ดิน                         ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชุ่มชื้น

ปุ๋ย                         ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/กอ ควรใส่ 4-6 ครั้ง/ปี

การขยายพันธ์           นิยมขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อ เพาะเมล็ด

โรค                       ไม่ค่อยมีโรคที่เป็นปัญหา ส่วนแมลงที่รบกวน ได้แก่ พวกเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย ซึ่งจะพบมากในหน้าร้อน

 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การปลูกดอกราตรี

ราตรี 

รหัส: 7-10110-003-193
ต้นไม้ประจำตัวครู :  คุณครูจิราภรณ์   คร้ามอ่วมเจริญ
ตำแหน่ง :   ครูผู้สอน
ชื่อวิทยาศาสตร์Cestrum nocturnum L.
ชื่อวงศ์: SOLANACEAE
ชื่อสามัญ : Queen of The Night
ชื่อท้องถิ่น :  หอมดึก
ถิ่นกำเนิด: หมู่เกาะอินดีส
ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่ม

ลักษณะทั่วไป:
ราตรีเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม  ลำต้นเป็นสีเทาอ่อนๆ แตกกิ่งก้านสาขามาก ๆ  พุ่มใบหนาต้นและใบมีกลิ่นเหม็นเขียวจัด   ใบอ่อนบาง  รูปมนรี  
ปลายใบและโคนเรียวแหลมขนาดใบยาวประมาณ 5 – 6 นิ้ว  ดอกออกเป็นช่อสีขาวอมเขียว  ดอกมีขนาดเล็ก และออกจับกลุ่มติดกันมากมายในช่อหนึ่งๆ 
 ปลายดอกบานออกเป็นรูปดาว5 แฉก  ขนาดดอกบานเต็มที่  กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เซนติเมตรดอกราตรีมีกลิ่นหอมจัดในเวลากลางคืน พอตอนเช้า  ดอกที่บานจะหมดกลิ่น และหอมใหม่ในคืนต่อไป ออกดอกราวๆ 5-7 วัน
ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้กระถาม  ปลูกเป็นรั้ว
การขยายพันธุ์:  ตอนกิ่ง ปักชำ
ข้อมูลทั่วไป :  ราตรีเป็นดอกไม้ที่กลิ่นหอมในเวลากลางคืน  เมื่อมีดอกจะส่งกลิ่นไปไกล  กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป  กลิ่นเรื่อยๆ ทำให้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า  ดอกหอมดึก ส่วนมาก
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือน
การปลูก :  ราตรีในช่วงปักชำกิ่ง  หรือปลูกลงกระถางใหม่ ๆ ควรปลูกในที่ร่มรำไร หลังจากนั้น เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ค่อยนำไปไว้กลางแจ้ง  ชอบดินชื้น และอยู่ได้ในสภาพ
ที่ค่อนข้าแฉะต้องการน้ำมาก
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

 

การขยายพันธุ์…ค่ะ

การขยายพันธุ์ มะลิลาที่นิยมทำกันมากที่สุด คือ การปักชำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายสะดวกและ รวดเร็ว นิยมทำเป็นเชิงการค้าซึ่งมีวิธีการทำได้ ดังนี้ 1. วัสดุเพาะชำ ใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบอัตราส่วน 1:1 บรรจุในตะกร้าพลาสติกที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม 2. การเตรียมกิ่งพันธุ์ กิ่งที่ใช้จะเป็นกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ตัดให้มีความยาวของกิ่งประมาณ 4 นิ้ว หรือมีข้ออย่างน้อย 3 ข้อ การตัดกิ่ง ควรจะตัดให้ชิดข้อ เหลือใบคู่บนสุด 1 คู่ ตัดใบออกให้เหลือเพียง ฝ ใบ เพื่อลดการคายน้ำ ถ้าต้องการเร่งรากควรใช้ฮอร์โมนช่วย โดยใช้ IBA (Indole Butyric Acid) และ NAA(Naphthalene Acetic Acid) ในอัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 4,500 ppm นำกิ่งมะลิไปจุ่มในฮอร์โมนที่เตรียมไว้ 3. การปักชำ นำกิ่งที่เตรียมไว้ ปักชำลงในภาชนะเพาะ ปักชำเรียงเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน 2 นิ้ว ระยะห่างระหว่างกิ่ง 2 นิ้ว รดน้ำ และยากันรา เช่น แคปแทนรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ ถ้าจะให้ดี ควรวางภาชนะไว้ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ รวบปากถุงให้สูง นำไปผูก ไว้กับกิ่งหรือท่อนไม้ เพื่อยึดปากถุงมิให้กดทับกิ่ง นำไปวางไว้ในที่ร่มหรือร่มรำไร กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3 อาทิตย์ ในกรณีที่ต้องการขยายพันธุ์เป็นการค้า ให้ปักชำในกะบะปักชำที่สร้างไว้ในร่มวัสดุปักชำที่ใช้อาจเป็นขี้เถ้าแกลบเพียงอย่างเดียว โดยใส่ลงในกะบะประมาณ 50 ซม. นำกิ่งปักชำแล้วคลุมด้วยพลาสติกให้มิดชิด ทิ้งไว้ 3 อาทิตย์ กิ่งมะลิ จะออกรากประมาณ 90% 4. หลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้วให้นำไปเลี้ยงต่อในถุงขนาด 2 x 3 นิ้ว โดยใส่ดิน + ขุยมะพร้าว + ปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 จนต้นมะลิ แข็งแรงดี แล้วจึงนำไปปลูกต่อไป

 

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การปลูกดอกดาวเรือง

การปลูกดอกดาวเรือง            
       
               
         ดาวเรือง เป็นดอกไม้ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี นิยมปลูกทุกพื้นที่ทั่วๆ ไป เนื่องจากมีรูปทรงและสีสันสวยงาม มีความคงทน ดอกบานสามารถอยู่ได้หลายวัน นิยมนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย บูชาพระหรือจัดใส่กระถางเพื่อประดับตามงานต่างๆ เพิ่มความสวยงามการปลูกดอกดาวเรือง
        เตรียมแปลงกว้างประมาณ 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียด ทำร่องลึกประมาณ 3.5 ซม. แต่ละร่องห่างกันประมาณ 3 ซม. หยอดเมล็ดแล้วกลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยฟางแห้งควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง
        เตรียมแปลงปลูกเพื่อย้ายต้นกล้า เช่นเดียวกับการปลูกผักทั่วๆไป ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในขณะที่เตรียมดิน แปลงต้องระบายน้ำได้ดี เก็บความชื้นสูง
        นำต้นกล้าที่อายุ 7-10 วัน มาลงแปลง โดยก่อนปลูกควรรดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วัน ขุดหลุมกว้าง 6 นิ้ว ใส่ปุ๋ยทริปเปิ้ลฟอสเฟตรองก้นหลุม แล้วนำกล้ามาปลูกรดน้ำให้ชุ่ม
        7 วันแรกควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นรดน้ำวันละ 1 ครั้ง เมื่อมีดอกพยายาม อย่าให้น้ำถูกดอก เพราะจะทำให้คุณภาพดอกไม่ดี
        ประมาณ 15-25 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 1 ช้อนชา ต่อ 1 ต้น อายุประมาณ 35-45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร   
12-24-12 ให้ฝังปุ๋ยลงไปในดินตื้นๆ ห่างโคนต้น 6 นิ้วแล้วรดน้ำให้โชก
               
      การปลิดยอด การปลิดยอดทิ้ง จำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้ได้ดอกดาวเรืองมีดอกโต   เวลาตัดขายแต่ละต้นควรมีดอก 7-8 ดอก การปลิดยอดทิ้งจะปลิดเมื่อดาวเรืองอายุ 21-23 วัน มีใบจริงขนาดใหญ่ 4 คู่  และมีส่วนยอดซึ่งมีใบเล็กๆ อยู่ 1-2 คู่ ศัตรูของดาวเรืองเป็นพวกเพลี้ยไฟ หนอนผีเสื้อกลางคืนและโรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อรา ควรฉีดพ่นยากันราด้วยไดเทนหรือแคปแทนส่วนเพลี้ยไฟฉีดด้วยโตกุไทออน หนอนผีเสื้อฉีดด้วยซุมิไซดินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งการจัดจำหน่ายก่อนตัดดอก 2-3 วัน พ่นด้วยน้ำผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยให้ก้านดอกแข็งขึ้น ตัดชิดโคนต้น ตัดขายเป็นกำหรือใส่ถุงไปขายปากคลองตลาด หรือร้านขายพวงมาลัยหรือปลูกขายเป็นกระถางก็ได้ เป็นอาชีพที่ง่ายและเหมาะกับการเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว
           
   
               
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การปลูกกุหลาบ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกุหลาบกุหลาบมีชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa hybrids ชื่อสามัญคือ กุหลาบ หรือ rose อยู่ในวงศ์: Rosaceae มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย

 

ความสำคัญทางเศรษฐกิจกุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้ากันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขาย เป็นอันดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอก ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ พ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยประเทศที่ผลิตกุหลาบรายใหญ่ของโลกได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น

 

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอกประมาณ 5,500 ไร่ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี มีการขยายตัวของพื้นที่มากที่สุดใน อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันประมาณว่ามีพื้นที่การผลิตถึง 3,000 ไร่ เนื่องจาก อ.พบพระ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม พื้นที่ไม่สูงชัน และค่าจ้างแรงงานต่ำ (แรงงานต่างชาติ) การผลิตกุหลาบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ การผลิตกุหลาบในเชิงปริมาณ และการผลิตกุหลาบเชิงคุณภาพ การผลิตกุหลาบเชิงปริมาณ หมายถึงการปลูกกุหลาบในพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือปลูกในพื้นที่ราบ ซึ่งจะให้ผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เช่น ดอกและก้านมีขนาดเล็ก มีตำหนิจากโรคและแมลง หรือการขนส่ง อายุการปักแจกันสั้น ทำให้ราคาต่ำ การผลิตชนิดนี้ต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ส่วนการผลิตกุหลาบในเชิงคุณภาพ นิยมปลูกในเขตภาคเหนือ และบนที่สูง โดยปลูกกุหลาบภายใต้โรงเรือนพลาสติก ในพื้นที่จำกัด มีการจัดการการผลิตและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี ใช้แรงงานที่ชำนาญ ทำให้กุหลาบที่ได้มีคุณภาพดี และปักแจกันได้นาน ตลาดของกุหลาบคุณภาพปานกลางถึงต่ำ (ตลาดล่าง) ในปัจจุบันถึงขั้นอิ่มตัว เกษตรกรขายได้ราคาต่ำมาก ส่วนตลาดของกุหลาบที่มีคุณภาพสูง (ตลาดบน) ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง ทำให้ยังต้องนำเข้าดอกกุหลาบจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น

 

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตกุหลาบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม คือพื้นที่สูงมากกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หากปลูกในที่ราบจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ดังนั้นการผลิตกุหลาบมีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น

พันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม

กุหลาบสามารถจำแนกได้หลายแบบ เช่น จำแนกตามลักษณะการเจริญเติบโต ขนาดดอก สีดอก ความสูงต้น และจำแนก ตามลักษณะของดอก เป็นต้น ในที่นี้ได้จำแนกกุหลาบเฉพาะกุหลาบตัดดอกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ทางการค้าในตลาดโลกเป็น 5 ประเภทดังนี้

 

กุหลาบดอกใหญ่ หรือ กุหลาบก้านยาว (large flowered or long stemmed roses) กุหลาบประเภทนี้เป็นกุหลาบไฮบริดที (Hybrid Tea: HT) ที่มีดอกใหญ่ แต่การดูแลรักษายาก ผลผลิตต่ำ (100-150 ดอก/ตร.ม./ปี) และอายุการปักแจกันสั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกุหลาบ Floribunda มักมีก้านยาวระหว่าง 50-120 เซนติเมตร กุหลาบดอกใหญ่ได้รับความนิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม๊กซิโก ญี่ปุ่น ซิมบับเว โมร๊อกโก ฝรั่งเศส และ อิตาลี พันธุ์กุหลาบดอกใหญ่ที่เป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศได้แก่ พันธุ์ เวก้า (Vega: แดง), มาดาม เดลบา (Madam Delbard), วีซ่า (Visa: แดง), โรเท โรเซ (Rote Rose: แดง), คารล์ เรด (Carl Red: แดง), โซเนีย (Sonia: ชมพูส้ม), เฟิร์สเรด (First Red: แดง), โพรฟิตา (Prophyta: ปูนแห้ง), บิอังกา (Bianca: ขาว), โนเบลส (Noblesse: ชมพูส้ม) และ แกรนด์ กาลา (Grand Gala: แดง) เป็นต้น

 

กุหลาบดอกกลางหรือ กุหลาบก้านขนาดกลาง (medium flowered or medium stemmed roses) เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ซึ่งมีลักษณะระหว่างกุหลาบดอกใหญ่ และเล็ก เป็นกุหลาบ Hybrid Tea ให้ผลผลิตสูง (150-220 ดอก/ตร.ม./ปี) อายุการปักแจกันยาว และทนการขนส่งได้ดี ความยาวก้านระหว่าง 40-60 ซม. แหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี อิสราเอล ซิมบับเว เคนยา พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์ ซาช่า (Sacha: แดง), เมอร์ซิเดส (Mercedes: แดง), เกเบรียล (Gabrielle: แดงสด), คิสส์(Kiss: ชมพู), โกลเด้นทาม (Goldentime: เหลือง), ซาฟารี(Safari: ส้ม) และ ซูวีเนีย (Souvenir: ม่วง) เป็นต้น

 

กุหลาบดอกเล็กหรือ กุหลาบก้านสั้น(small flowered or short stemmed roses) เป็นกุหลาบที่ได้รับความนิยมปลูก และบริโภคกันมากในยุโรป โดยเฉพาะ เยอรมันนี และเนเธอร์แลนด์ กุหลาบก้านสั้นนี้เป็นกุหลาบ Floribunda ที่ให้ผลผลิตสูง (220-350 ดอก/ตร.ม./ปี) อายุการปักแจกันยาว และทนต่อการขนส่งดีกว่ากุหลาบดอกใหญ่ มักมีความยาวก้านระหว่าง 30-50 เซนติเมตร แหล่งผลิตกุหลาบดอกเล็กได้แก่ประเทศ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิสราเอล และเคนยา พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่พันธุ์ ฟริสโก (Frisco:เหลือง), เอสกิโม (Escimo: ขาว), โมเทรีย (Motrea: แดง), เซอไพรซ์ (Surprise: ชมพู), และ แลมบาด้า (Lambada: แสด) เป็นต้น

 

กุหลาบดอกช่อ(spray roses) เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ให้ผลผลิตต่ำต่อพื้นที่ (120-160 ดอกต่อตารางเมตรต่อปี) ความยาวก้านระหว่าง 40-70 ซม. มักมี 4-5 ดอกในหนึ่งช่อ และยังมีตลาดจำกัดอยู่ เช่นพันธุ์ เอวีลีน (Evelien: ชมพู) เดียดีม (Diadeem: ชมพู) และ นิกิต้า (Nikita: แดง) เป็นต้น

 

กุหลาบหนู(miniature roses) มีขนาดเล็กหรือแคระโดยธรรมชาติ ความสูงของทรงพุ่มไม่เกิน 1 ฟุตให้ผลผลิตสูง 450-550 ดอก/ตร.ม./ปี มีความยาวก้านดอกระหว่าง 20-30 ซม. ยังมีตลาดจำกัดอยู่ยกเว้นในประเทศญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ และอิตาลี

 

การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันจะคำนึงถึงประโยชน์ และความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับ มากกว่าการที่ดอกสวยสะดุดตาแต่เมื่อซื้อไปก็เหี่ยวทันที ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมักมีข้อพิจารณาดังนี้1. มีผลผลิตสูง ปัจจุบันกุหลาบดอกเล็กให้ผลผลิตสูงถึง 300 ดอก/ตร.ม./ปี2. อายุการปักแจกันนาน พันธุ์กุหลาบในสมัยทศวรรษที่แล้วจะบานได้เพียง 5-6 วัน ปัจจุบันกุหลาบพันธุ์ใหม่ ๆ สามารถปานได้ทนถึง 16 วัน3. กุหลาบที่สามารถดูดน้ำได้ดี4. กุหลาบที่ไม่มีหนามหรือหนามน้อยเพื่อความสะดวกในการจัดการ5. สี สีแดงยังคงครองตลาดอยู่ รองลงมาคือสีชมพู สีอ่อนเย็นตา และสองสีในดอกเดียวกัน6. กลิ่น เป็นที่เสียดายที่กุหลาบกลิ่นหอมมักไม่ทน แต่ก็มีการผสมพันธุ์กุหลาบตัดดอกกลิ่นหอมบ้าง สำหรับตลาดท้องถิ่น7. มีความต้านทานโรค และทนความเสียหายจากการจัดการสูง

การขยายพันธุ์กุหลาบ

กุหลาบ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตัดชำ การตอน การติดตา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ต้นกุหลาบที่มีระบบรากที่แข็งแรง และให้ผลผลิตสูงเกษตรกรมักนิยมกุหลาบพันธุ์ดีที่ติดตาบนตอกุหลาบป่า

การปลูกและการจัดการ

สภาพที่เหมาะสมในการปลูกพื้นที่ปลูกควรปลูกในที่ที่ระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย พีเอ็ช ประมาณ 6-6.5 และได้แสงอย่างน้อย 6 ชั่วโมงอุณหภูมิอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญของกุหลาบคือ กลางคืน 15-18 องศาเซลเซียส และกลางวัน 20-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่จะทำให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดี และให้ผลผลิตสูง หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส การเจริญเติบโตและการออกดอกจะช้าอย่างมาก หากอุณหภูมิสูงกว่า 28 องศาเซลเซียส ควรให้มีความชื้นในอากาศสูงเพื่อชลอการคายน้ำความชื้นความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมกับการเจริญของกุหลาบคือร้อยละ 70-80แสงกุหลาบจะให้ผลผลิตสูง และดอกมีคุณภาพดี ถ้าความเข้มของแสงมาก และช่วงวันยาว

การให้น้ำ และปุ๋ยกุหลาบ

การให้น้ำให้น้ำระบบน้ำหยด หรือใช้หัวพ่นน้ำระหว่างแถวปลูก อัตรา 6-7 ลิตร/ตร.ม./ วัน หรือ 49 ลิตร/ตร.ม./สัปดาห์ อาจให้ทุกวัน วันเว้นวัน หรือ 2-3 วันต่อครั้ง แล้วแต่สภาพการอุ้มน้ำของดิน อย่ารดน้ำให้ดินแฉะตลอดเวลา ควรให้ดินมีโอกาสระบายน้ำ และมีอากาศเข้าไปแทนที่บ้าง ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ หากปลูกในโรงเรือนจะต้องใช้น้ำประมาณ 78,400 ลิตร หรือ 78.4 คิวบิคเมตร ต่อไร่ น้ำที่ใช้ควรมีคุณภาพดี มี pH 5.8-6.5

 

 

การให้ปุ๋ยก่อนปลูกปุ๋ยก่อนปลูกคือปุ๋ยที่ผสมกับเครื่องปลูกก่อนการปลูกพืช ซึ่งให้ประโยชน์ 2 ประการคือ1. ให้ธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างเพียงพอตั้งแต่เริ่มปลูก2. ให้ธาตุอาหารบางชนิดในปริมาณมากและเพียงพอสำหรับการปลูกพืชตลอดฤดู ซึ่งทำให้สามารถงดหรือลดการให้ปุ๋ยนั้น ๆ ได้ระหว่างการปลูกพืชการให้ธาตุอาหารทุกชนิดแก่พืชในขณะปลูก ทำได้ลำบากเนื่องจากมีถึง 14 ธาตุ ธาตุบางชนิดจะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว บางชนิดต้องให้เพิ่มเติม หากเป็นไปได้ควรส่งดินไปตรวจเพื่อรับคำแนะนำว่าควรปรับปรุงดินได้อย่างไร ซึ่งตัวอย่างสามารถส่งไปตรวจที่กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯการให้ปุ๋ยระหว่างปลูกปริมาณ และสัดส่วนของธาตุอาหารการให้ปุ๋ยระหว่างปลูกพืช เนื่องจากธาตุอาหารส่วนใหญ่จะมีอยู่ในดินแล้วเมื่อปลูกพืชจึงยังคงเหลือธาตุ ไนโตรเจน และโปแตสเซืยม ซึ่งจะถูกชะล้างได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องให้ปุ๋ย ทั้งสองในระหว่างที่พืชเจริญเติบโต ซึ่งการให้ปุ๋ยอาจทำได้โดยการให้พร้อมกับการให้น้ำ (fertigation)การให้ปุ๋ยพร้อมกับน้ำสำหรับกุหลาบ หากให้ทุกวันจะให้ในอัตราความเข้มข้นของไนโตรเจน 160 มก./ลิตร (ppm) และหากให้ปุ๋ยทุกสัปดาห์ควรให้ในอัตราความเข้มข้นของไนโตรเจน 480 มก./ลิตรสัดส่วนของไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O) และโปแตสเซียม (K2O) สำหรับกุหลาบในระยะต่าง ๆ คือ

– ระยะสร้างทรงพุ่ม1 : 0.58 : 0.83- ระยะให้ดอก1 : 0.5 : 0.78- ระยะตัดแต่งกิ่ง1: 0.8 : 0.9

การตัดแต่งกิ่งกุหลาบ

การดูแลกุหลาบระยะแรกหลังปลูกเมื่อตากุหลาบเริ่มแตก ควรส่งเสริมให้มีการเจริญทางใบ เพื่อการสะสมอาหาร และสร้างกิ่งกระโดง เพื่อให้ได้ดอกที่มีขนาดใหญ่ และก้านยาว ซึ่งทำได้ด้วยการเด็ดยอดเป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยเด็ดส่วนเหนือใบสมบูรณ์ (5 ใบย่อย) ใบที่สองจากยอด เมื่อดอกมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา จากนั้นกิ่งกระโดงจะเริ่มแทงออก ซึ่งกิ่งกระโดงนี้จะเป็นโครงสร้างหลักให้ต้นกุหลาบ ที่ให้ดอกมีคุณภาพดีการตัดแต่งกิ่งการตัดแต่งกิ่งกุหลาบปฏิบัติได้หลายวิธี แต่ละวิธีจะใช้หลักการที่คล้ายกัน คือตัดแต่งเพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์เพื่อการตัดดอก และเพื่อให้ได้กิ่งกระโดง (water sprout หรือ bottom break) มากขึ้น และจะรักษาใบไว้กับต้นให้มากที่สุด เพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ควรรักษาให้พุ่มกุหลาบโปร่ง และไม่สูงมากเกินไปนัก เพื่อสะดวกต่อการดูแลรักษา และแสงที่กระทบโคนต้นกุหลาบจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกิ่งกระโดงอีกด้วย การตัดแต่งกิ่งที่นิยมในปัจจุบันได้แก่การตัดแต่งกิ่งแบบ ตัดสูงและต่ำการตัดแต่งแบบ ตัดสูงและต่ำ(สูงและต่ำจากจุดกำเนิดของกิ่งสุดท้าย) เป็นการตัดแต่งเพื่อให้มีการผลิตดอกสม่ำเสมอทั้งปี1. การตัดสูง

 

2. การตัดต่ำ

 

โรคกุหลาบ

กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกชนิดหนึ่งที่มีศัตรูมากพืชหนึ่ง ดังนั้นการป้องกันและกำจัดศัตรูกุหลาบให้มีประสิทธิภาพ ผู้ปลูกควรทราบลักษณะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และวงจรชีวิตของศัตรูนั้น ๆ รวมทั้งการป้องกันกำจัด และการใช้สารเคมีให้มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่น และควรฝึกเจ้าหน้าที่ให้หมั่นตรวจแปลง และสังเกตุต้นกุหลาบทุกวันจะช่วยให้พบโรคหรือแมลงในระยะเริ่มแรก ทำให้สามารถกำจัดได้ง่าย ในการฉีดพ่นสารเคมีควรใช้สารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ครั้งเพื่อให้สารนั้น ๆ แสดงประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ จากนั้นนั้นควรสับเปลี่ยนกลุ่มของสารเคมีเพื่อลดการดื้อยา

 

1. โรคราน้ำค้าง (Downey mildew)เชื้อสาเหตุเชื้อรา Peronospora spasaลักษณะการทำลายอาการจะแสดงบน ใบ กิ่ง คอดอก กลีบเลี้ยง และกลีบดอก การเข้าทำลายจะจำกัดที่ส่วนอ่อน หรือส่วนยอด

 

2. โรคราแป้ง (Powdery mildew)เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Sphaerotheca pannosaลักษณะการทำลาย อาการเริ่มแรกผิวใบด้านบนจะมีลักษณะนูน อวบน้ำเล็กน้อย และบริเวณนั้นมักมีสีแดง และจะสังเกตเห็นเส้นใย และอัปสปอร์ สีขาวเด่นชัดบนผิวของใบอ่อน ใบจะบิดเบี้ยว และจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใยสีขาว ใบแก่อาจไม่เสียรูปแต่จะมีราแป้งเป็นวงกลม หรือรูปทรงไม่แน่นอน

 

3. โรคใบจุดสีดำ(black spot: Diplocarpon rosae)เป็นโรคที่พบเสมอ ๆ ในกุหลาบที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ๆ หรือปลูกประดับอาคารบ้านเรือนเพียง 2-3 ต้น โดยมากจะเกิดกับใบล่าง ๆ อาการเริ่มแรกเป็นจุดกลมสีดำขนาดเล็กด้านบนของใบ และจะขยายใหญ่ขึ้นหากอากาศมีความชื้นสูง และผิวใบเปียก หากเป็นติดต่อกันนาน จะทำให้ใบร่วงก่อนกำหนด ต้นโทรม ใบและดอกมีขนาดเล็กลง

 

4. โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสลักษณะอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของไวรัส เช่น ใบด่างซีดเหลือง หรือด่างเป็นซิกแซก

 

5. โรคราสีเทา(botrytis:Botryotinia fuckeliana syn. Botrytis cinerea) มักพบในสภาพอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์สูง และการระบายอากาศไม่ดีพอ ดอกตูมจะเป็นจุดสีน้ำตาล และลามขยายใหญ่และเน่าแห้ง การป้องกันกำจัด เพื่อไม่ให้ดอกกุหลาบถูกฝนควรปลูกกุหลาบในโรงเรือนพลาสติก การป้องกันควรฉีดพ่นสารเคมีด้านข้างและด้านบนดอกด้วย คอปเปอร์ ไฮดร๊อกไซด์ แมนโคเซ็บ หรือ คอปเปอร์ อ๊อกซี่คลอไรด์

 

6. โรคกิ่งแห้งตาย (die back)เกิดจากตัดกิ่งเหนือตามากเกินไปทำให้เชื้อราเข้าทำลายกิ่งเหนือตาจนเป็นสีดำ และอาจลามลงมาทั้งกิ่งได้ ดังนั้นจึงควรตัดกิ่งเหนือตาประมาณ 1/4 นิ้ว ทำมุม 45 องศาเฉียงลง

 

แมลงและไรศัตรูกุหลาบ1. ไรแดง (Spider mite)2. เพลี้ยไฟ (Thrips)3. หนอนเจาะสมอฝ้าย (Heliothis armigera)4. หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหนังเหนียว (onion cutworm: Spodoptera exigua)5. ด้วงกุหลาบ (rose beetle: Adoretus compressus)6. เพลี้ยหอย (scale insect: Aulucaspis rosae)7. เพลี้ยอ่อน (aphids: Macrosiphum rosae และ Myzaphis rosarum)

การเก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวกุหลาบ คือ ตัดเมื่อดอกตูมอยู่หรือเห็นกลีบดอกเริ่มแย้ม (ยกเว้นบางสายพันธุ์) หากตัดดอกอ่อนเกินไปดอกจะไม่บาน ในฤดูร้อนควรตัดในระยะที่ยังตูมมากกว่าการตัดในฤดูหนาวเพราะดอกจะบานเร็วกว่า

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การปลูกกล้วย

  • การเตรียมแปลงปลูกในพื้นที่ที่มีหญ้ารกควรทำการดายหญ้าออกก่อนการปลูกประมาณ 10 วัน จากนั้นพรวนดิน กลับดินให้ทั่วเพื่อปราบวัชพืชและทำให้ดินร่วนโปร่ง เหมาะแก่การปลูกพืชยิ่งขึ้น สำหรับบริเวณที่มีน้ำท่วม หากจำเป็นควรยกร่องพอควร
  • ระยะปลูก ระยะการปลูกกล้วยมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ถ้าปลูกมากใกล้กันเกินไปจะทำให้เกิดร่มเงามาก หน่อที่จะแตกขึ้นมาใหม่จะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร เพราะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ดังนั้นการกำหนดระยะปลูกควรคำนึงถึงแสงแดด ความสมบูรณ์ของดิน และชนิดของพันธุ์กล้วยด้วย
    ปลูกในที่ราบ ควรกำหนดระยะระหว่างแถวที่ปลูกให้ห่างกัน 5 เมตร ระหว่างต้น 5 เมตร ในดินที่สมบูรณ์ปานกลาง ไร่หนึ่ง ๆ จะปลูกได้ประมาณ 64 หน่อ
    การปลูกแบบยกร่อง การปลูกค่อนข้างถี่ ห่างกันประมาณ 2.5-3.0 เมตร โดยการปลูกแบบนี้ต้องเว้นระยะปลูกถี่
    • วิธีการปลูก
    ปลูกในที่ราบ หลังจากกำจัดวัชพืช ขุดดินตลอดทั้งสวน ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นจึงขุดหลุมขนาดความกว้าง ยา ลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร กองดินชั้นบนไว้ทางหนึ่ง ดินชั้นล่างไว้ทางหนึ่ง เสร็จแล้วให้ไส่ดินชั้นบนลงไปก่อนพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้วลงไปด้วยเพื่อให้ดินร่วนซุยยิ่งขึ้น คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วจึงวางหนอกล้วยที่เตรียมไว้ลงตรงกลางหลุม โดยให้ส่วนยอดสูงกว่าระดับดินประมาณ 4 นิ้ว ส่วนตาจะลึกในดินประมาณ 1 ฟุต การปลูกในฤดูผม ควรพูนดินกลบโคนต้นให้สูงไว้เพื่อป้องกันน้ำขัง
    การปลูกแบบยกร่อง มักใช้กันแถบภาคกลาง โดยเฉพาะกล้วยหอม จะปลูกริมสันร่องทั้ง 2 ข้างตรงกลางเว้นไว้เป็นทางเดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 3 เมตร ที่ใช้ระยะปลูกถี่เช่นนี้เพราะจะมีการปลูกใหม่ทุกปี
  • วิธีการให้น้ำกล้วยเป็นพืชที่มีใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำ ต้องการน้ำมาก ตลอดปีมากกว่าพืชอื่น โดยเฉพาะในฤดูแล้ง และเนื่องจากรากที่หาอาหารส่วนใหญ่แผ่กระจายอยู่ใหล้กับผิวหน้าดิน จึงไม่ควรปล่อยให้ผิมหน้าดินแห้งเป็นอันขาด ถ้าผิวหน้าดินแห้งแล้ว จะทำให้ผลผลิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
  • วิธีการใส่ปุ๋ยการใส่ปุ๋ยมีผลต่อการเจริญเติงโตของกล้วยมาก กล่าวคือจะช่วยให้ลำต้นอวบแข็งแรง ตกเครือเร็วและได้ผลโต การเจริญเติบโดของกล้วยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ต้นกล้วยตั้งตัวหลังการปลูก ระยะนี้เป็นเวลาที่กล้วต้องการอาหารมากเครือหนึ่ง จะมีผมกี่ผลนั้น อยู่ที่ความสมบูรณ์ของดินในระยะที่ 2 อยู่ระหว่างหลังตั้งตัวได้จนถึงก่อนตกเครือเล็กน้อย ระยะนี้กล้วยไม่ใช้อาหารมาก อาหาร ๆ ต่าง จะถูกใช้โดยหน่อที่เริ่มแตกขึ้นมาระยะที่ 3 เป็นระยะจากตกเครือจนกล้วยแก่ เป็นระยะที่กล้วยต้องการอาหารมากเหมือนกันระยะการใส่ปุ๋ย
    ระยะที่ 1 หลังจากปลูกได้ 1 อาทิตย์
    ระยะที่ 2 หลังจากครั้งแรก 1 เดือน
    ระยะที่ 3 กล้วยอายุได้ประมาณ 3 เดือน
    ระยะที่ 4 กล้วยอายุได้ประมาณ 5 เดือน
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น